แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวทีแห่งการแสดงรัก โลภ โกรธ หลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เวทีแห่งการแสดงรัก โลภ โกรธ หลง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทกวีของฉัน

บทกวีของฉัน



คือที่ที่ซึ่งใช้เป็นห้องหับแห่งการนอนหลับ
เพื่อฝันถึงเธอผู้เป็นที่รัก
คือคอนโดฯ หลายๆ ห้องที่ให้อยู่ฟรีแก่ผู้ที่รู้สึกอกหัก
คือรังหนูที่รกเรื้อไปด้วยถ้อยคำของนักพรต
ผู้ไม่อาจตัดสวาทจากหญิงสาวที่เขาหลงรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น
คือถ้อยคำที่นักบวชผู้หลงโลกย์
ใช้เป็นที่สำเร็จความใคร่ของจินตนาการ
คือลำดับและความศักดิ์สิทธิ์ของคำรัก
ที่จะต้องใช้ภาวนาเพื่อทำให้รู้สึกว่า
ตนเองเต็มเปี่ยมไปด้วยรักที่สมหวัง
คือที่อยู่หรือที่ฝังของเสาเข็มความรู้สึกนึกคิด
ที่ผู้สร้างมันขึ้นมาไม่อาจขว้างทิ้งลงโถชักโครก
คือหญิงสาวที่เขาหลงรักและมอบใจให้ทั้งหมด
คือสัดส่วน 34-24-36
อกตึง เอวมน สะโพกผาย
และที่สุดคือที่ตายของผู้ชายคนหนึ่ง



มทิรา กามา
บนเปลผ้า อาศรมเนตตา

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ไม่เหมือนผีเสื้อ

มทิรา กามา
๐๑.๓๖ น./๗ มีน. ๒๕๓๙


ฟัง-- เธอบอกว่า- เธอมีอิสระ
เธอจะบิน บิน บินไปด้วยใจของเธอเอง- - ,

นั่งมอง-- เธอเริงร่าบินฝ่าสายลม
ท่ามกลางแดดเปรี้ยง เหงื่อตก หน้ามืด
ปีกอ่อนล้า ผลัดตกลงในดงไม้หนาม

เธอเจ็บ ที่ปีกมีบาดแผล
แต่ไร้เลือดไหลซิบ
เธอพยายามที่จักหันมองปีกบอบบาง
เห็นได้เพียงลางเลือน
ตายังฝ้ามัว

เธอรู้สึกถึงหนามไหน่ที่เกี่ยวติดตัว
แต่เพียงแค่รู้-มือเธอเอื้อมไปไม่ถึง

เธอรู้สึกทรมาน- ดิ้นรน
ยิ่งขยับเคลื่อนไหวร่างปีกบางยิ่งฉีกขาด

เธอเหนื่อยล้า- แต่มีใจฮึดสู้ดิ้นรน
ดิ้นรน ดิ้นรน อีกหลายครั้งของความพยายาม---,

พูดให้ฟัง-- เธอเพลิดเพลินในอิสระมากพอแล้ว
ปล่อยให้หนามแหลมของสังคมหยุดเธอไว้บ้างก็ดี-,

นั่งคิด-- ไม่นานเธอคงพ้นจากพันธนาการนั้นได้อีกครั้ง
อีกครั้ง และอีกหลายครั้ง

เห็น-- ลมพัดมาแล้ว-
เธอหลุดล่องลอยว่ายฟ้าไปอีกครั้ง---

มี - เป็น

มทิรา กามา


วิญญาณแห่งรักอาทรกรุณา
เคยปกคลุมจิตสมาทานความรู้สึกใหม่

แต่นั้น
เมื่อกาลที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปครั้งก่อน

แต่เมื่ออีกกาละและเทศะใหม่
วิญญาณแห่งรักใหม่กับคนใหม่
กลับไปคลุ้มคลั่งและเพ้อเจ้อใหม่

ความรู้สึกเก่า-ใหม่
ยังคงเกิด-ดำรง-ดับอยู่เสมอ
เช่นกับข้าฯ และเธอ
จากโหยหาเสียเหลือเกินแล้ว
สู่เพ้อเจ้อ ฟุ่มเฟือยความรู้สึกเสียเหลือเกินแล้ว
และสู่นิ่ง เจ็บ นิ่ง
เพ้อเจ้ออีก
และฝัน

เป็นอยู่นั่นคือ ความรัก
เห็นแก่ใจอยาก ก็คือชีวิต

หญิงสาวเมรัย

มทิรา กามา


ดีกรีของเธอ ยี่สิบสองลมหนาว-ร้อน
และหลายดอกน้ำค้างเปื้อน

รูปทรงของเธอ สามสิบสี่ ยี่สิบสี่ สามสิบหก
ผิวสีของเธอดังน้ำปลุกปลอบสวาท

ดอกลมหนาวพัดพลิ้ว รวยริน
เมรัยสาวซับซาบสืดเข้าทรวง
อกใจไหวสะท้าน สะท้อนและสะเทือน
ท้องน้อยกระเพื่อม มดลูกขยับย้ายเยื้อง

เธอไม่อยากแหงนหน้าเบิ่งตาแลดวงดาวที่ลอยฟ้า
แต่ชอบชมพระจันทร์

วันหนึ่ง เธอเก็บดาวที่ตกได้ดวงหนึ่ง
เธอรู้สึกซึ้ง ชอบใจแล้วเก็บไว้ใต้กลิ่นชื้นของเส้นผม

กาละ, ทางเธอทำดาวตกหล่นไปกับสายน้ำชื่อ อนัตตา
ฟ้าใหม่ เมรัยในตัวเธอเมาตัวเอง
เธอคบเพื่อนชื่อ ตัณหา
แล้วพรรคพวกของตัณหาอีกหลายคน
ชักชวนเธอไปสู่เส้นทางอิสระในตัวตน
ตามใจตัวเอง

สังคมนิยมวัตถุและสนิทแวดล้อม
เคลือบและครอบคลุมขณะจิตเธอไว้
เธอเดินไป

เมรัยสาวไม่สนใจชีวิตที่หกรินรด
ดอกน้ำค้างที่กำลังเสพสังวาสอยู่กับยอดหญ้า
และเหลืองเบญจมาศดอกแกมเศร้า

ความตายของหญิงสาว

มทิรา กามา


ครั้งแรกเธอตายใจ ในความรู้สึกดีๆ กับคนรัก
ต่อมา จึงตายด้านกับความรู้สึกแห่งรักที่เธอรู้สึกในขณะนั้น
บางที เธอก็อยากฆ่าชายคนรักให้ตายไปจากโลกนี้
จากนั้นก็ฆ่าผู้ชายทุกคนด้วยความรักที่ตายแล้ว

ครั้งที่สอง เธอตายด้านกับผู้ชายและความรักของเขา
ต่อมาจึงตายใจกับความรู้สึกนึกคิดของเธอเองในขณะนั้น
บางที เธอก็อยากฆ่าตัวเองให้ตายไปจากโลกใบนี้
และฆ่าความรักของผู้หญิงทุกคนที่เธอรู้จัก

ครั้งที่สาม เธอตายใจและตายด้านกับทุกคน
แต่ไม่ยอมตายจากความงามของใบหน้าและเรือนร่างของตนเอง
เธอจึงต้องตาย
อย่างอาดรู อาลัย อาวรณ์ และอาเพท

แต่บางหญิงสาว
ตายอย่างงดงามด้วยรักอันบริบูรณ์

บทกวีของฉัน

มทิรา กามา
ก่อนดึก ส. ๘ กันย์ ๒๕๔๔
บนเปลผ้า อาศรมเนตตา

บทกวีของฉัน
คือที่ที่ซึ่งใช้เป็นห้องหับแห่งการนอนหลับ
เพื่อฝันถึงเธอผู้เป็นที่รัก

คือคอนโดฯ หลายๆ ห้องที่ให้อยู่ฟรีแก่ผู้ที่รู้สึกอกหัก

คือรังหนูที่รกเรื้อไปด้วยถ้อยคำของนักพรต
ผู้ไม่อาจตัดสวาทจากหญิงสาวที่เขาหลงรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น

คือถ้อยคำที่นักบวชผู้หลงโลกย์
ใช้เป็นที่สำเร็จความใคร่ของจินตนาการ

คือลำดับและความศักดิ์สิทธิ์ของคำรัก
ที่จะต้องใช้ภาวนาเพื่อทำให้รู้สึกว่า
ตนเองเต็มเปี่ยมไปด้วยรักที่สมหวัง

คือที่อยู่หรือที่ฝังของเสาเข็มความรู้สึกนึกคิด
ที่ผู้สร้างมันขึ้นมาไม่อาจขว้างทิ้งลงโถชักโครก

คือหญิงสาวที่เขาหลงรักและมอบใจให้ทั้งหมด

คือสัดส่วน 34 - 24 - 36
อกตึง เอวมน สะโพกผาย
และที่สุดคือที่ตายของผู้ชายคนหนึ่ง

โชว์

มทิรา กามา
๒๕ กันย์ ๒๕๔๗


ซ้ำซาก !, ชีวิต !
คิด- อยาก, อยาก- ติดความคิด
อย่ามองตาได้มั๊ย ถ้าเธอไม่รัก !
ชีวิต,- ซ้ำซาก
หนึ่งคน หนึ่งผลิตภัณฑ์
ราคาแสนงามกว่าคุณค่า
ถ้าเธอไม่รัก เธอไม่มองตายั่งงี้
ชีวิตเพื่อชีวิตต้องหักราน
ปรนเปรอและเยียวยาด้วยความอาดูร "บางสิ่งบางอย่าง"
ธรรมดา,- ชีวิต !ต้องไขว่และคว้าความสะดวกสบาย
จะเอาอะไรนักหนากับมนุษยธรรม

รักเธอเท่าฟ้า !
ชีวิต ธรรมดา,-
ไม่มีอะไรจะยุ่งยาก
ทุกข์ สุข ดิบๆ สุกๆ
มันก้ออีแค่ ตรงนั้น

โอ้ ! โอทอปชีวิต
โปรดอย่ามาทำให้ฉันรักเธอ !

ปัจจยการรัก,การหมายรู้ และความเป็นอื่น

เพื่อนรัก
ระหว่างชาย หญิง
ความละเอียดอ่อนของจิตใจ
การเห็น และความรัก
ความเป็นจริง และการปรุงแต่งฝัน

ความรู้สึกและการหมายรู้ในจิตใจระหว่างชาย หญิง

เรามีความรู้สึกในความรักอย่างไร
เราหมายรู้ในความรักอย่างไร

เรารู้สึก หมายรู้ และเห็นในความรัก
ตามที่เป็นจริงๆ ของภาวะนั้น อย่างไร

เธอเป็นที่พึ่งของฉัน
.. เพราะทำให้ฉันรู้จักเธอ
ฉันเป็นที่พึ่งของเธอ
.. เพราะฉันทำให้เธอรู้จักฉัน

เราอิงอาศัย เรียนรู้กันและกัน
จากความเป็นเรา
ความเป็นเธอ
ความเป็นฉัน
และความเป็นอื่น



มทิรา กามา

เห็น

ยิ่งมองนานเท่าไร
เขาก้อยิ่งรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงในตัวเธอ
ความปรารถนาอันอบอุ่นและสดชื่น
อาบลึกอยู่ในร่างของหญิงสาว
คงจะดื่มจมอยู่ในร่างของเธอ
ท่ามความชุ่มชื่นของความรัก

ไม่ว่าใครก็สามารถบอกสีของท่อนขาของเธอได้
จากการมองแว๊บเดียวที่พวงแก้มทั้งสอง

เธอคือ เตียงนุ่มของหมอนข้างเดียวดาย
เธอเกิดมาเพื่อชายแห่งหญิง

เขารู้สึกถึงความงดงามของใคร่
รู้สึกสว่างในใจที่โดดเดี่ยว
ต่อสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา !


มทิรา กามา

รอย

ร่องรอยของความรักและสติปัญญา
ในเวิ้งฟ้าที่ว่างเปล่า
แตกสลายจากการหล่อหลอมในเป้าหลอมแห่งทิฏฐิ
มิใช่อยู่เหนือการรับหรือปฎิเสธ

เธอและฉัน
ต่างได้ยินเสียงคลื่นรักลูบโลมหัวใจ

ศรัทธาของเราคาบเส้นอยู่ในจิตรู้สึก

บนเส้นทางตัณหา
ฉันและเธอ
คืนเดือนหงายและขนำไม้

เธอรู้สึกเพียงเท่าคู่รักของเธอ

โอ.. คนหนุ่มสาว
กรรมเช่นนี้ของเธอ
เธอ คือ ชีวิต
และทุกสิ่งที่เธอแสดงออกนั้น คือความเป็นจริง
ยึดถือในอิสระตัวตน
ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการพอกพูนกิเลสและทิฐิ.


มทิรา กามา

เมรัยพันธนา

ว่างเดือน, มีเพื่อนดาว เปล่งแวมวาว
เศร้าไหว ไหว
ค่ำหนึ่งซึ่งดวงใจ
จะขาดไปเมื่อเริดร้าง

กาละตาย,
ข้าเปลี่ยวดายและอ้างว้าง
เพื่อนเมรัยเรียกหาอยู่ใกล้หัว
และเริงร่าให้มาไว ไว-
กระท่อมโน้นไม่มีใคร
มา เราไปร่ำเมรัยกัน

โศกหนึ่ง ยก,-
เมรัยรส ราดกวาดไส้
ใจไห้หาย..

เมรัยหนุ่มผู้มีพันธะรักกับน้ำมิตร,-เธอ
จิตโรยริน
ลง
ทุกขณะ..

ผละพรากจากสู่ทางจร,--

ดอกเมรัยเผยกลีบตัว
ซัดซ่านไปทั่ววิญญาณ
และร่างที่โซเซ

ทุกอย่างเห็น

ดอกเมรัยผลิโรยร่างลงเปื้อน
ดอกน้ำค้าง



มทิรา กามา

เห็นไหม ?

เธอรู้จัก “ความรัก” ดีแล้วหรือ ?
มันอาจเป็นคำถามที่รกเรื้อ
แต่ เชื่อเถอะ ! ฉันถามด้วยความจริง,-

เพียงคนที่ทำให้เธอพึงพอใจ
เธอครุ่น คลั่งไคล้ในรูปร่าง สัมผัส
และรู้รส
นี้เท่านั้นหรือ ?
ที่เธอเข้าใจและบอกว่า-
เป็นบ่อเกิดของรัก

หากเธอ คิด ตอบเช่นนั้น
เธอไม่ทรยศต่อความรู้สึกของเธอหรอก
เพราะนั้นเป็นสิ่งที่ถูกอย่างหนึ่ง !

เธออยู่กับเขาเพื่อสนองตอบ
ความใคร่ของจิตรู้สึก
จากนั้น เมื่อเธอไร้สิเนหา
เธอพรากเขาเสีย !

เสพอื่นในอีก-องคาพยศ,- เธอต้องการ
ใช่ ! ฉันรู้เห็น
เธอประกอบกามกิจไปเรื่อย
และบอกเล่า,- แบบใหม่,ไม่เบื่อ
เพราะให้ความแปลกต่าง !

เธอเชื่อเช่นนั้นหรือ...
แท้แล้วเธอมองเห็นความเป็นจริง
ที่เป็นจริงๆ หรือไม่ ?
ฉันขอบอก,-
ขณะที่เธอสุขสุขในกิจกรรมนั้น
ความไม่เที่ยงปรากฏอยู่
เธออาจจะรู้ หรืออาจเสแสร้งทำเป็นไม่รู้,ไม่สน


องคาพยศใหม่ที่เธอพบ
ใช้ผลัดเปลี่ยน
เธอไม่เห็นหรือ
มันไม่คงที่ !


.. ขอเธออย่าพรากพรหมจรรย์
และพรหมจารีแห่งตัวตนให้พลั่งพลุ่งมากนักเลย
มันจะทำให้เธอเคยตัว
เพราะจิตไม่อาจพรากจากสวาทได้ !
....
....

มทิรา กามา

กถาเพื่อนคำ

ต้อนรับสู่ถ้อยคำเขียนข้าว
หมายเหตุแห่งเรื่องราว ณ ยุคสมัย
บานแผนกแยกรับ สดับนัย
ด้วยหทัยกล่าวธรรม สมันตา


Copyright©2007 kurukarn.blogspot.com
by editorship@hotmail.com
Powered By Blogger